ต้อนรับสู่บทความ

ไวรัสตับอักเสบบี


 
ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในร่างกาย อยู่ใต้ชายโครงด้านขวา  เป็นเสมือนโรงงานเคมีของร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง  เช่น  กักเก็บสารอาหาร สังเคราะห์โปรตีน โคเลสเตอรอลและวิตามิน  ผลิตน้ำดีเพื่อย่อยอาหารประเภทไขมัน  ควบคุม การสันดาปของฮอร์โมน ผลิตสารที่นำเกล็ดเลือดไปห้ามเลือดเมื่อผนังหลอดเลือดได้รับบาดเจ็บ และกำจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย เป็นต้น ตับยังเป็นอวัยวะที่อึดมากๆ ถึงแม้ว่าตับเสียหายไป
มากถึง 70% แล้วก็ตาม แต่คนเราก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานของตับที่เหลือเพียง 30% เท่านั้น  ผู้ป่วยโรคตับส่วนใหญ่จึงไม่มีอาการที่ชัดเจน  และไม่แสดงความผิดปกติในผล
เลือด  แต่พอมีอาการหรือตรวจพบก็มักจะสายเกินไปเสียแล้ว

ไวรัสตับอักเสบ B อยู่ใกล้ตัวเรา...

ตับถูกทำลายได้จากหลายสาเหตุ เช่น การได้รับสารพิษ (สารเคมี ยา แอลกอฮอล์ ฯลฯ) การติดเชื้อหรือไวรัส เป็นต้น ซึ่งจะทำลายตับแบบเฉียบพลันส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรวดเร็วและแบบเรื้อรัง จะทำให้ตับแข็งและอาจกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด ส่วนไวรัสตับอักเสบที่ค้นพบ ในปัจจุบันมีหลายสายพันธุ์  แต่สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดปัญหามากที่สุดคือไวรัสตับอักเสบ B เนื่องจากสามารถทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้  ประเทศไทย
อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B สูงมากๆ โดยมีผู้ที่เป็นพาหะคอยแพร่เชื้อให้คนอื่นประมาณ 10% ถ้ารวมถึงผู้ที่เคยติดเชื้อแล้ว อาจสูงถึง 20-50% เลยทีเีดียว ไวรัสตับ
อักเสบ B ถ่ายทอดในครอบครัวได้ ถ้ามีคนหนึ่งในครอบครัวเป็นแล้วไม่ป้องกันให้ดีอาจเป็นได้ทั้งครอบครัว


วรัสตัอักเสบ B ติดต่อด้วยวิธีใด...
ไวรัสตับอักเสบ B อยู่ในเลือด และอาจพบอยู่ในน้ำลาย น้ำตา น้ำนม ปัสสาวะ น้ำอสุจิ และน้ำเมือกในช่องคลอด การติดต่อของไวรัสตับอักเสบ B ที่สำคัญมี 3 ทางด้วยกัน

-การติดต่อจากมารดาสู่ทารก  เป็นหนทางที่ทำให้เกิดการติดต่อมากที่สุด และคนที่ติด เชื้อตั้งแต่คลอดจะมีความเสี่ยงต่อตับแข็งและมะเร็งตับมากขึ้น รวมทั้งอาจเสียชีวิตตอนอายุยัง ไม่มาก
-การติดต่อทางเพศสัมพันธ์  คนที่มีเชื้ออยู่ในร่างกายไม่ว่ามีอาการหรือไม่มีโอกาสแพร่เชื้อให้คู่นอนได้
-การติดต่อทางเลือดและอุปกรณ์ปนเปื้อนเลือด เช่น การให้เลือด การฉีดยา การฝังเข็ม การสักตามร่างกาย  การเจาะหู  การทำฟัน  การฟอกไต  การลองต่างหู  การใช้แปรงสีฟันหรือมีดโกนร่วมกับผู้อื่น หรือการใช้เครื่องมือแพทย์ที่ปนเปื้อนเลือดของผู้ที่มีเชื้อไวรัส B เป็นต้น



สั่งซื้อสมุนไพร ลูกใต้ใบ คลิกสั่งซื้อ


 
ตับอักเสบไวรัส B มีอาการอย่างไร...
 ตับอักเสบไวรัส B ชนิดเฉียบพลัน  ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการอ่อนเพลีย  เบื่ออาหาร คลื่นไส้  อาเจียน  จุกแน่นชายโครงด้านขวา  และต่อมาจะมีอาการตัวเหลือง  ตาเหลืองและ ปัสสาวะสีเข้ม ถึงแม้ว่า 90-95% ของผู้ป่วยตับอักเสบไวรัส B ชนิดเฉียบพลันจะหายเป็นปกติ ก็ตาม แต่ก่อนที่จะหายในช่วงแรกอาจอักเสบรุนแรงถึงกับตับวายและเสียชีวิตได้ และประมาณ5-10% จะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง

ตับอักเสบไวรัส B ชนิดเรื้อรัง  ซึ่งหมายถึง มีอาการอักเสบของตับนานเกินกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ  บางรายอาจมีอาการแค่อ่อนเพลีย  ง่วงนอน  เบื่ออาหาร  ท้องอืด ท้องเฟ้อ  เครียดเรื้อรัง  ส่วนใหญ่จะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายประจำปี  อาการ
อักเสบของตับจะเป็นๆ หายๆ  เนื่องจาก DNA ของไวรัสได้แทรกเข้าไปใน DNA ของเซลล์ตับ ตราบใดที่มีเซลล์ตับเกิดขึ้นใหม่  ตราบนั้นก็จะมีการขยายพันธุ์ของไวรัส  จึงทำให้เซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ จนเสี่ยงต่อตับแข็งและมะเร็งตับได้ 
พาหะไวรัส B ชนิดเรื้อรัง  ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการใดๆ


พาหะไวรัส B ยังเป็นคนปกติแข็งแรง... จริงหรือไม่
พาหะหรือ carrier ไวรัส B  หมายถึงผู้ที่มีไวรัส B อยู่ในร่างกายโดยที่ไม่มีอาการแสดง แต่สามารถแพร่เชื้อไวรัสให้แก่ผู้อื่น ในบ้านเรา พบผู้ที่เป็นพาหะไวรัส B ประมาณ 10% ด้วย เหตุที่ไม่แสดงอาการ ผู้ที่เป็นพาหะส่วนใหญ่จึงเข้าใจผิดว่าตนเองยังเป็นคนปกติแข็งแรงและ
ละเลยการดูแลสุขภาพของตับ แต่หารู้ไม่ ไวรัส B ที่อยู่ในร่างกายนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลา ซึ่งพร้อมที่จะทำลายเซลล์ตับเมื่อร่างกายอ่อนแอ รวมทั้ง อาจกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังโดยที่
ไม่มีอาการแจ้งเตือนล่วงหน้า ถึงแม้ว่าพาหะไวรัส B มีผลการตรวจเลือดทดสอบการทำงานของ ตับที่ปกติก็ตาม แต่เมื่อมีการตรวจเพิ่มเติม ด้วยการเจาะเนื้อตับออกมาพิสูจน์ก็มักจะพบเนื้อตับ
ถูกทำลายไปไม่มากก็น้อย ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็น พาหะที่อายุย่างเข้า 40-50 ปีและติดเชื้อจากมารดาตั้งแต่กำเนิด

ผู้ที่เป็นพาหะไวรัส B จึงควรดูแลตับเป็นพิเศษ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด หลีกเลี่ยง ถั่วลิสงโดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่ค้างนานๆ พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยวและเต้าหู้ยี้ ห้ามดื่มเหล้า ออกกำลังกายได้แต่อย่าหักโหม  อย่างดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก  งดบริจาคเลือดและใช้ถุงยาง
อนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ที่สำคัญคือควรหมั่นตรวจเลือดดูเชื้อไวรัสและทดสอบการทำงานของตับ  รวมทั้งตรวจสารแอลฟาฟีโตโปรตีน  เพื่อค้นหามะเร็งตับระยะแรกเริ่มทุกๆ 3-6 เดือน ส่วนคนในครอบครัวเดียวกันควรได้รับการตรวจว่ามีภูมิคุ้มกันไวรัส B หรือไม่  ถ้าไม่มีก็ควรฉีดวัคซีนป้องกันไม่ให้ติดด้วย

 

ตับอักเสบไวรัส B กับมะเร็งตับสัมพันธ์กันอย่างไร...
จากสถิติทางคลินิคในปัจจุบันพบว่า  กว่า 80% ของผู้ป่วยมะเร็งตับเกิดจากตับอักเสบไวรัส B  ส่วนพาหะไวรัส B  จะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปมากถึง  223  เท่า เหตุไฉนจึงทำให้ตับอักเสบไวรัส B กลายเป็นสาเหตุหลักๆ ของมะเร็งตับ?

จริงๆ แล้วไวรัส B ในร่างกายจะทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการอักเสบและการซ่อมแซมของเซลล์ตับอย่างซ้ำๆ ซากๆ   นานวันเข้าพังผืดที่คล้ายปุ่มและแผลเป็นที่มีลักษณะแข็งกว่าที่เกิดจากการซ่อมแซมของเซลล์ตับนั้นก็จะค่อยๆ  แทนที่เซลล์ตับที่ปกติ
ทำให้ตับแข็งและไม่สามารถทำงานได้ปกติ  ตับแข็งจากระยะแรกเริ่มถึงระยะปลายใช้เวลาประมาณ 10~15 ปี  ระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่มีอาการเลย  จนถึงวันที่ตับวายคืออีก 2~3 ปี ก่อนจะเสียชีวิตจึงมีอาการ ซึ่งอย่างมากแค่เพลียๆ จุกๆ นิดหน่อย  หากผู้ป่วยตับแข็งในระยะแรกเริ่ม
ได้รับการรักษา เพื่อลดจำนวนไวรัสและชะลอการอักเสบของตับ ตับก็จะมีโอกาสสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไป ภาวะตับแข็งก็จะพัฒนาช้าลง แต่ถ้าผู้ป่วยไม่รู้ตัวหรือไม่รักษาเลย เซลล์ตับที่เกิดขึ้นใหม่จะถูกไวรัส B ทำลายอย่างต่อเนื่องและอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะของ DNA อย่างเฉียบพลัน
จนกลายเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกัน

มะเร็งตับคือ ต้องรักษาตับอักเสบเสียแต่เนิ่นๆ ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับมีอัตราการอยู่รอดต่ำคือ มะเร็งตับในระยะแรกที่สามารถรักษาให้หายได้นั้น ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการที่ชัดเจน ทั้งนี้ เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่อึดมากๆ แม้ถึงขั้นมะเร็งระยะแรก ตับก็ยังคงทำงานได้เกือบปกติ อย่างมากก็มีแค่อาการที่คลุมเครือในผู้ป่วยบางคน เช่น เสียดท้องด้านขวา ปวดแน่น ชายโครงเป็นบางครั้งหรืออารมณ์ฉุนเฉียว เป็นต้น แต่พอมีอาการที่ชัดเจนขึ้น เช่น อ่อนเพลีย
เบื่ออาหาร จุกเสียดแน่นท้อง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว หรือปวดแน่นชายโครงด้านขวา เป็นต้น ก็ยากที่จะเยียวยาแล้ว เพราะมะเร็งตับได้ลุกลามจนเกือบทั่วทั้งตับแล้ว  ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังและพาหะไวรัส B  จึงควรตรวจหาแอลฟาฟีโตโปรตีน  เพื่อค้นหามะเร็งตับระยะแรกเริ่มทุกๆ 3-6 เดือน

 

สั่งซื้อสมุนไพร ลูกใต้ใบ คลิกสั่งซื้อ



ตับอักเสบไวรัส B ป้องกันได้อย่างไร...
ถึงแม้ว่าผู้ติดเชื้อไวรัส B ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นตับอักเสบเสมอไปทุกราย เนื่องจากภูมิ คุ้มกันของร่างกายอาจกำจัดได้ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยจะกลายเป็นพาหะหรือตับอักเสบเฉียบพลัน และในกลุ่มที่ตับอักเสบเฉียบพลันก็จะมีประมาณ 5-10% จะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังในที่สุด  ซึ่งล้วนแล้วจะเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็งและมะเร็งตับ  ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจต้องรักษาไปตลอด ชีวิตและค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมากๆ ตามโรงพยาบาลทั่วไป   แต่คุณรู้ไหมว่าเราสามารถ
ป้องกันตับอักเสบไวรัส B ได้   เพียงแค่ไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาลว่ามีภูมิคุ้มกันต่อไวรัส B หรือไม่ ถ้ายังไม่มีก็ป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนเท่านั้น ซึ่งน่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ปัจจุบันวัคซีนไวรัส B สามารถได้ผลถึง 95% แต่สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัส B มาก่อน การฉีดวัคซีนจะไม่ได้ผลใดๆ ส่วนผู้ที่มีภูมิคุ้มกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีก แล้วคุณไปตรวจภูมิคุ้มกันต่อไวรัส B มาแล้วหรือยัง?

การแพทย์จีนป้องกันและบำบัดโรคตับอย่างไร...

เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ผู้ป่วยโรคตับส่วนใหญ่ไมมีอาการชัดเจนและไม่แสดงความผิดปกติในผลเลือด  แต่พอมีอาการหรือตรวจพบก็มักจะสายเกินแก่เสียแล้ว  การแพทย์จีนจึงยึดมั่นในหลักการเสริมสร้างเพื่อป้องกันดีกว่ารักษาเพื่อบรรเทาในการป้องกันและบำบัดโรคตับมาโดย
ตลอด พร้อมทั้งให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้ถูกสุขลักษณะด้วยเสริมสร้างเพื่อป้องกัน  สำหรับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือมีปัจจัยเสี่ยง  เช่น  มีความ เครียดเป็นประจำ ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหาร
เผ็ด มัน ชอบทานอาหารประเภทถั่ว และของหมักดอง นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ การทำงานหามรุ่งหามค่ำ  ทานยาแผนปัจจุบันเป็นประจำ  ขาดการออกกำลังกาย  มีโรคประจำตัว เป็นต้น การแพทย์จีนแนะนำควรบำรุงตับเป็นประจำเพื่อให้ตับอยู่ในสภาพสมดุลอยู่เสมอ
ตัดไฟแต่ต้นลม  ถึงแม้ว่าโรคตับส่วนใหญ่ไม่มีอาการที่ชัดเจนในระยะแรกเริ่ม แต่ใช่ว่าร่างกายจะไม่ส่งสัญญาณเตือนใดๆ เลย

 
สัญญาณเตือนของโรคตับ
  เครียด ขี้หงุดหงิด ซึมเศร้า โมโหง่าย ตกใจง่าย
  รู้สึกมีอะไรจุกอยู่ที่คอหอย จะกลืนก็ไม่เข้า จะคายก็ไม่ออก
  ท้องอืดท้องเฟ้อ เรอบ่อย
  นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท ชอบหาวนอนหรือง่วงนอนตอนกลางวัน
  ผิวหน้าซีดเหลือง ไม่มีเลือดฝาดหรือมีฝ้าฮอร์โมนบนใบหน้า
  ลิ้นออกสีม่วงคล้ำ หรือมีจุดม่วงคล้ำ หรือมีจุดเลือดออกเล็กๆ
  เส้นเลือดดำใต้ลิ้นเป็นสีเขียวคล้ำหรือสีม่วงคล้ำ  หรือขอดใหญ่ขึ้นหรือมี
    เส้นเลือดฝอยแตกแขนงมากขึ้น หรือใต้ลิ้นมีตุ่มสีเขียวคล้ำ หรือสีดำคล้ำ
  ขอบลิ้นมีรอยกดทับของฟัน
  รู้สึกร้อนวูบวาบในช่องอก
  ประจำเดือนมาเป็นลิ่มเป็นก้อนหรือสีดำคล้ำ

        

เรามักจะไม่ใสใจกับสัญญาณเตือนดังกล่าว  แต่หารู้ไม่  อาการเหล่านี้ล้วนเกิดจาก ภาวะพลังชี่อั้นในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับ สำหรับผู้ที่มีสัญญาณเตือนของโรคตับ การแพทย์จีนนิยมใช้สมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการระบายพลังชี่ในตับให้กระจายไปทั่วทั้ง
ร่างกาย เพื่อบำบัดโรคตับในระยะแรกเริ่มและเปรียบเสมือนเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม
   

รักษาเพื่อบรรเทา  สำหรับกลุ่มที่เป็นพาหะและตับอักเสบเรื้อรัง การแพทย์จีนนิยมใช้สมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการขับพิษร้อน-ชื้นร่วมกับการสลายเลือดคั่งในตับ เพื่อหยุดยั้งการลุกลามของโรคและช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของตับ

ผู้ป่วยโรคตับควรปฎิบัติตัวอย่างไร...
         

-พักผ่อนให้เพียงพอ อย่านอนดึก เนื่องจาก 5 ทุ่มถึงตี 1 เป็นช่วงเวลาที่พลังชี่เดินมาอยู่ที่เส้นลมปราณตับ การพักผ่อนในช่วงนี้จะช่วยให้ตับซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น
-ควรทำจิตใจให้แจ่มใส  พยายามหลีกเลี่ยงอารมณ์โกรธ  เครียดหรือซึมเศร้าที่จะเพิ่มความรุนแรงของภาวะพลังชี่อั้นในตับ ทำให้ตับถูกทำลายมากยิ่งขึ้น
-ออกกำลังกายได้แต่อย่าหักโหม และไม่ควรทำงานตรากตรำเกินไป 
-หลีกเลี่ยงอาหารประเภทมันๆ ให้รับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นและอาหารที่ย่อยง่าย โดยเน้นผัก ผลไม้สดและอาหารที่มีวิตามินสูง
-ห้ามดื่มเหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด เพื่อป้องกันเซลล์ตับส่วนที่ยังดีอยู่ถูกทำลายมากขึ้น
-หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดร้อน เช่น ขิงสด พริก ต้นหอมสด กระเทียมสด หอมแดงสด หอมใหญ่สดหรือวาซาบิ เป็นต้น เนื่องจากจะทำให้อาการเจ็บบริเวณตับกำเริบหรือทำให้อาการหนักขึ้น รวมทั้งจะเพิ่มภาวะร้อน-ชื้นที่ตับด้วย
-หลีกเลี่ยงอาหารที่มีการผสมสี วัตถุกันเสียหรือสารปรุงแต่งต่างๆ เนื่องจากจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น
-หลีกเลี่ยงอาหารประเภทหมักดองหรือมีสารดินประสิว  เช่น ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาส้ม แหนม ไส้กรอก เบคอน เป็นต้น
-หลีกเลี่ยงอาหารประเภทถั่วลิสงคั่วหรือป่น พริกแห้งหรือพริกป่น ข้าวโพด กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้และอาหารเก็บค้างนานๆ  เนื่องจากอาจมีเชื้อราอะฟลาทอกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าเป็นโรคตับ  เพื่อให้แพทย์จ่ายยาที่มีผลกระทบต่อตับน้อยที่สุด อีกทั้งไม่ควรใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ


ควรตรวจเลือดหาสารแอลฟาฟีโตโปรตีน (Alpha-fetoprotein)  ทุกๆ 3-6 เดือน เพื่อ ตรวจหามะเร็งตับระยะแรกเริ่ม


ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบควรบำรุงตับอย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่ยังไม่มีอาการ

 สั่งซื้อสมุนไพร ลูกใต้ใบ คลิกสั่งซื้อ